วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้จักเชื้อเพลิงทางเลือกกันแล้วจะเลือกใช้อะไรดี ?

ทำไมต้องเชื้อเพลิงทางเลือก

จากกระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนน้ำมันและแหล่งสำรองน้ำมันดิบต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อย ๆ และยังมีการคาดการณ์ว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันจะหมดลง ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในท้องตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) เข้ามามีบทบาทและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเรามากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการใช้พลังงานภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจต่าง ๆ และภาคการขนส่งอีกด้วย
เพื่อเป็นการแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤติด้านพลังงานในประเทศ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพลังงานได้สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกหลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ น้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel fuel) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasoholfuel) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquid Petroleum gas : LPG) และก๊าซธรรมชาติ (Compress Natural gas : CNG) เป็นต้น ทั้งนี้ จากการคาดการณ์แนวโน้มการใช้พลังงานของโลกในอนาคต โดย กระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่าน้ำมัน (Petroleum Oil) ยังคงมีสัดส่วนการใช้สูงเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง คือ ก๊าซธรรมชาติ รองลงมาคือ ถ่านหิน และคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2563 จะมีสัดส่วนการใช้น้ำมันร้อยละ 37 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 27 ถ่านหินร้อยละ 25 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 8 และพลังงานนิวเคลียร์ร้อยละ 3 : ซึ่งสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน และหากโลกมีการใช้พลังงานในระดับที่เป็นอยู่และไม่มีการค้นพบเพิ่มเติมแล้ว คาดว่าโลกจะมีแหล่งสำรองน้ำมันใช้ไปได้อีกประมาณ 32 ปี ก๊าซธรรมชาติอีกประมาณ 54 ปี และถ่านหินอีกประมาณ 210 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป โดยแหล่งสำรองพลังงานดังกล่าวจะกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก สำหรับในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคการขนส่งได้มีการนำพลังงานทางเลือกให้กับประชาชนกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะรถยนต์นั้นมีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก เช่น แก๊สโซฮอล์ (E10/E20/E85) LPG CNG และไบโอดีเซล ทดแทนการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเนื่องจากมีราคาถูกกว่า และจากสถิติของกรมการขนส่งทางบกพบว่า ปี 2552 ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ใช้ LPG จำนวน559,085 คันและ CNG จำนวน 133,022 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งมีรถยนต์ที่ใช้ LPG จำนวน 541,074 คันและ CNGจำนวน 98,581 คัน

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบปริมาณมลพิษจากไอเสียรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ

เชื้อเพลิงหลัก

เชื้อเพลิงทางเลือก

HCCOPMNOx
เบนซินE10ลดลงลดลงลดลงเพิ่มขึ้น
LPGไม่แตกต่างลดลง 80 %-เพิ่มขึ้น 80 %
CNGลดลง 50 %ลดลง 80 %-เพิ่มขึ้น 33 %
ดีเซลไบโอดีเซลลดลง 20-40 %ลดลง 17-53 %ลดลง 20-40 %เพิ่มขึ้น 20-29 %

ไอเสียจากรถที่ใช้พลังงานทางเลือก

ไอเสียของรถยนต์ยังมีสารมลพิษที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเรียกสารกลุ่มนี้ว่า “สารกลุ่ม Air Toxic” ประกอบไปด้วย สารอินทรีย์ระเหย(Volatile Organic Compound : VOCs) สารกลุ่มคาร์บอนิล(Carbonyl group) และสารโพลีไซคลิคอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon :PAHs) ซึ่งสารกลุ่มดังกล่าวนี้บางตัวมีผลการศึกษาวิจัยที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogens) และมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม หากได้รับการสัมผัสในปริมาณที่มากและเป็นระยะเวลานานทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการฯ ได้ทำการพัฒนาวิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์หาปริมาณสารกลุ่มนี้และได้ทำการเก็บตัวอย่างจากไอเสียของเชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆ เปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดมาตรฐานและมาตรการต่างๆ ต่อไปในอนาคต โดยผลการตรวจวัดชนิดและปริมาณสารกลุ่ม Air Toxic จากรถยนต์ตัวอย่างในเบื้องต้น พบว่ากลุ่มรถยนต์เบนซินที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทแก๊สโซฮอล์จะพบสารชนิด VOCs และ Carbonyls สูงกว่ากลุ่มรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลและน้ำมันไบโอดีเซล สำหรับสารมลพิษชนิด PAHs พบในไอเสียกลุ่มรถยนต์ดีเซลสูงกว่ากลุ่มรถยนต์เบนซิน
กล่าวสรุปได้ว่า

พลังงานทางเลือกยังคงมีความจำเป็นและสำคัญที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ด้านพลังงานในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากรถยนต์โดยเฉพาะในชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เทคโนโลยีของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกตลอดจนชนิดของสารมลพิษที่เกิดขึ้นจากการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดำเนินงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้นำผลการศึกษาและองค์ความรู้ที่ได้จากงานศึกษาวิจัยมาใช้ในการกำหนดมาตรฐาน และมาตรการต่างๆ ต่อไป และทำให้การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกมีประสิทธิผล และบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์

บทความโดย : คุณอิทธิพล พ่ออำมาตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ส่วนมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่.
ติดต่อ คุณ ณัฐชยา
E-mail: t.training.pro@gmail.com
Web Site: http://www.pumpprogress.com/
Web Blog: http://thetraining-pro.blogspot.com/
edit @ by The Training Pro Learning & Skills
Tel..: 02 926 7121
Mobile..: 089 455 7878
Fax..: 02 926 7122
Address.: 2/45 Moo 6, Jittakarn Village, Talingchan-Suphanburi Road, Tambol Sao-Thong-Hin, Amphure Bangyai, Nonthaburi, 11140 Thailand.
----------------------------------------------------------------------------------------------
Follow Us :
Blogger-IconFacebook-IconGoogle-Plus-IconPinterestTwitter-IconYouTube-Icon
----------------------------------------------------------------------------------------------
Tag: train, knowledge, education, Training Pro, workshop, Certificate of Security product training, learning, skills, ฝึกอบรม, trainer, coaching, in house training, การอบรม, Training, Learning, Skills, สัมมนา, ประชาสัมพันธ์, สื่อโฆษณา, การเรียนรู้, การฝึกทักษะ, เสริมสร้างสติปัญญา, ค้นคว้าหาความรู้, เรียนรู้, ฝึกสมอง, เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ, รอบรู้เรื่องงานซ่อม, งานซ่อมบำรุง, ตู้จ่ายน้ำมัน, ตู้น้ำมัน, ตู้เติมน้ำมัน, ปั๊มน้ำมัน, ปั๊ม, ปั้ม, ปั้มน้ำมัน, มือจ่ายน้ำมัน, มิเตอร์น้ำมัน, สายน้ำมัน, ถังน้ำมัน, น้ำมันเบนซิล, ดีเซล, เติมน้ำมัน, แกลลอนน้ำมัน, ปั๊มสูบจ่ายน้ำมัน, ปั๊มเคลื่อนที่, รถน้ำมันเชื้อเพลิง, รถจ่ายน้ำมัน, รถเติมน้ำมัน

“มารู้จักกับ 3 เปลี่ยน” เมื่อใช้แก๊สโซฮอล์เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์


หลายคนคงเคยตั้งข้อสงสัยว่าการนำแอลกอฮอล์มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเบนซินในปัจจุบันจะเกิดอะไรขึ้นกับรถยนของตนเองหรือไม่? รถยนต์ของเราใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้หรือเปล่า? มีอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงเกี่ยวกับรถยนต์ของตนเองหรือไม่? ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร? บทความนี้อาจช่วยคลี่คลายคำถามในใจของท่านได้

“เปลี่ยนที่หนึ่ง” คุณสมบัติของน้ำมันแก๊สโซลฮอล์

น้ำมันแก๊สโซฮอล์เกิดจากการผสมระหว่างเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 โดยปริมาตร ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 (ชนิดที่มีคุณสมบัติบางตัวต่างจากเบนซิน 91 ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน) ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน (เรียกว่า E-10) จึงได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

เอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่ได้จากการแปรรูปจากพืชจำพวกแป้งและน้ำตาล เช่น อ้อย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น การผสมแอลกอฮอล์ลงในน้ำมันเบนซินข้างต้นเป็นในลักษณะของสารเติมแต่งปรับปรุงค่าออกซิเจเนทและออกเทนของน้ำมันเบนซิน ซึ่งสามารถใช้ทดแทนสารเติมแต่งชนิดอื่นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ เมทิลเทอร์เทียรีบิวทิลอีเทอร์ (MTBE)

ถึงแม้ว่ากรมธุรกิจพลังงานได้พัฒนาและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ขึ้นโดยให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 และน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ให้มากที่สุด แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างไปจากน้ำมันเบนซิน ที่สำคัญได้แก่ แอลกอฮอล์ให้ค่าพลังงานต่อลิตรต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน แอลกอฮอร์ให้ค่าพลังงานความร้อนเพียง 20.5 เมกกะจูลต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินให้ค่าความร้อนที่ 32.1 เมกกะจูลต่อลิตร

น้ำมันเบนซิน 95 ที่จำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วยน้ำมันร้อยละ 95 อีกร้อยละ 5 เป็นสาร MTBE เพื่อต้านการน๊อคของเครื่องยนต์แทนตะกั่ว ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่จำหน่ายประกอบด้วยน้ำมันร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นสารเอทานอล

ค่าพลังงานของสาร MTBE กับเอทานอลนั้นมีค่าใกล้เคียงกันมาก ค่าพลังงานของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ที่จำหน่ายทั่วไปจึงมีค่าพลังงานแตกต่างไปจากน้ำมันเบนซิน 95 อยู่เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E-20 และ E-85 มีค่าพลังงานที่ลดลงกว่า E10

“เปลี่ยนที่สอง” การทำงานของเครื่องยนต์

โดยทฤษฎีและคุณสมบัติของน้ำมันแก๊สโซฮอล์แล้ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์สามารถใช้ได้กับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินทุกรุ่นที่มีระบบเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด (รถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นไป) เนื่องจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์มีคุณสมบัติที่เหมือนกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 และ 95 และมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ของมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนด ได้แก่ มีค่าออกเทน ไม่ต่ำกว่า 95.0 และ มีค่าความดันไอไม่สูงกว่า 65 กิโลปาสคาล ค่าความดันไอยิ่งมากทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก

ปัจจุปันได้มีการพัฒนาคุณภาพของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ขึ้นตามความจำเป็นและมาตรการต่างๆ ที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์กันอย่างแพร่หลาย กรมธุรกิจพลังงานจึงได้มีการเพิ่มสัดส่วนโดยปริมาตรของเอทานอลในการผสมกับน้ำมันเบนซินตั้งแต่ร้อยละ 10 เรียกว่า E-10 ร้อยละ 20 เรียกว่า E-20 และร้อยละ 85 เรียกว่า E-85 ทำให้การเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์กับรถยนต์จะต้องมีความเหมาะสมและเป็นไปตามการออกแบบรถยนต์โดยเฉพาะ

รถยนต์ที่จะใช้น้ำมัน E 20 ได้ จะต้องเป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาเฉพาะ โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์บางอย่างในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณเอทานอลที่สูงขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ E 20 นั้น จะส่งผลถึงความสามารถในการกัดกร่อนยาง และโลหะ หรือทองแดง ในระบบเก็บส่งน้ำมันในเครื่องยนต์ เป็นต้น

ชิ้นส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์โดยตรง เช่น ถังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน หัวฉีด คาบูเรเตอร์ ที่ทำจากโลหะ ทองเหลือง ทองแดง ยาง พลาสติก จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม รวมถึงระบบสมองกลไฟฟ้า (Electronic Control Unit; ECU) ที่ต้องปรับ-เพิ่มการสั่งระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับส่วนผสมของระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงและอากาศ ทำให้รถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว มีความสามารถในการใช้น้ำมันเบนซินปกติ น้ำมัน E10, E20 และ E85 หรือผสมกันได้โดยอัตโนมัติ

แก๊ซโซฮอล์อาจมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์เบนซินที่มีระบบแบบคาบิวเรเตอร์ เนื่องจาก แรงดันไอของแอลกอฮอล์ที่ผสมในน้ำมันเบนซินจะมีแรงดันสูงกว่าน้ำมันเบนซินที่อุณหภูมิปกติจึงอาจจะทำให้เอทานอลเกิดการแยกตัวเป็นไอในท่อส่งเชื้อเพลิงขึ้นได้ในบางครั้ง เรียกว่า “vapor lock” ซึ่งหากถังน้ำมันรถยนต์กับระบบคาร์บิวเรเตอร์อยู่ห่างกันมากเกินไปและท่อเชื้อเพลิงมีขนาดเล็กมากเกินไปอาจทำให้มีการสูญเสียแรงดันในท่อมากเกินไปเนื่องจากความฝืดที่น้อย ส่งผลก็คือเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวจากถังเชื้อเพลิงอาจเกิดแยกตัวเป็นไอขึ้นในท่อได้ซึ่งอาจทำให้การวิ่งของรถยนต์มีอาการสะดุดได้ในบางจังหวะ แต่ผลกระทบจาก “vapor lock” มีไม่มาก อาจทำให้การขับขี่รถยนต์มีอาการสะดุดบ้างเท่านั้น และก็มีปัญหาบ้างกับรถยนต์บางรุ่นเท่านั้น

จากรายงานประสบการณ์ในประเทศบราซิลและรายงานวิจัยต่างๆ มีผลสอดคล้องกันว่าแอลกอฮอล์ในน้ำมันมากกว่าร้อยละ 5 จะส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ กล่าวคือ รถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสมมากกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไปจะต้องเป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับแต่งและออกแบบมาจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการกัดกร่อนของแอลกอฮอล์ได้ รวมถึงการตั้งค่าการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในห้องเผาไหม้ และพลังไฟฟ้าในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ให้เหมาะสม

“เปลี่ยนที่สาม” มลพิษจากการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์

จากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำน้ำมันแก๊สโซฮอล์มาใช้กับรถยนต์ในด้านปริมาณและชนิดของสารมลพิษพบว่าการเผาไหม้ของน้ำมันแก๊สโซฮอล์จะทำให้เกิดสารมลพิษชนิดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนน้อยกว่าการเผาไหม้ของน้ำมันเบนซินทั่วไป ยกเว้นปริมาณก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น

งานศึกษาวิจัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันนี้ได้ให้ความสำคัญและสนใจกับ “สารกลุ่มคาร์บอนิล” เป็นคือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในกลุ่มสารก่อมะเร็ง การศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพบว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์จะมีปริมาณการปล่อยสารกลุ่มคาร์บอนิล อันได้แก่ สารฟอร์มัลดิไฮด์ และสารอะเซตัลดีไฮด์ออกมามากกว่ารถยนต์เบนซิน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานทางด้านมาตรการและงานศึกษาวิจัยเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีร่วมกับหลายหน่วยงานได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยนำร่องในการส่งเสริมการใช้เอทานอลในรถโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทย ซึ่งห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะ กรมควบคุมมลพิษ รับผิดชอบการทดสอบประเมินผลกระทบด้านสารมลพิษที่ระบายออกมาจากไอเสียและการตรวจประเมินด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ โดยข้อมูลด้านเทคนิคที่ได้จากการทดสอบจะนำไปใช้ในการพิจารณาส่งเสริมการใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงตลอดจนใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรการและมาตรฐานไอเสียรถยนต์ให้มีความเหมาะสมในอนาคต

บทความโดย : คุณอิทธิพล พ่ออามาตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ส่วนมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่.
ติดต่อ คุณ ณัฐชยา
E-mail: t.training.pro@gmail.com
Web Site: http://www.pumpprogress.com/
Web Blog: http://thetraining-pro.blogspot.com/
edit @ by The Training Pro Learning & SkillsTel..: 02 926 7121
Mobile..: 089 455 7878
Fax..: 02 926 7122
Address.: 2/45 Moo 6, Jittakarn Village, Talingchan-Suphanburi Road, Tambol Sao-Thong-Hin, Amphure Bangyai, Nonthaburi, 11140 Thailand.
----------------------------------------------------------------------------------------------

Follow Us :
Blogger-IconFacebook-IconGoogle-Plus-IconPinterestTwitter-IconYouTube-Icon
----------------------------------------------------------------------------------------------

TheTrainingPro Tweet
Tag: train, knowledge, education, Training Pro, workshop, Certificate of Security product training, learning, skills, ฝึกอบรม, trainer, coaching, in house training, การอบรม, Training, Learning, Skills, สัมมนา, ประชาสัมพันธ์, สื่อโฆษณา, การเรียนรู้, การฝึกทักษะ, เสริมสร้างสติปัญญา, ค้นคว้าหาความรู้, เรียนรู้, ฝึกสมอง, เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ, รอบรู้เรื่องงานซ่อม, งานซ่อมบำรุง, ตู้จ่ายน้ำมัน, ตู้น้ำมัน, ตู้เติมน้ำมัน, ปั๊มน้ำมัน, ปั๊ม, ปั้ม, ปั้มน้ำมัน, มือจ่ายน้ำมัน, มิเตอร์น้ำมัน, สายน้ำมัน, ถังน้ำมัน, น้ำมันเบนซิล, ดีเซล, เติมน้ำมัน, แกลลอนน้ำมัน, ปั๊มสูบจ่ายน้ำมัน, ปั๊มเคลื่อนที่, รถน้ำมันเชื้อเพลิง, รถจ่ายน้ำมัน, รถเติมน้ำมัน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...